dafa top

หนี้ที่เกิดจากการทำธุรกิจบ่อนคาสิโน หรือการพนัน เจ้าหนี้จะนำมาฟ้องให้ลูกหนี้รับผิดชอบได้หรือไม่?

  หนี้ที่เกิดจากการทำธุรกิจบ่อนคาสิโน หรือการพนัน เจ้าหนี้จะนำมาฟ้องให้ลูกหนี้รับผิดชอบได้หรือไม่? ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ...

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

บ่อน(คาสิโน) ในไทย ถูกยกเลิกตั้งแต่เมื่อไหร่


        บ่อน(คาสิโน) ในอดีต ถือเป็นสิ่งที่ถูกกฏหมาย  อนุญาตให้เจ้ามือสามารถเปิดบ่อน และให้มีผู้เล่นได้อย่างเสรี ไม่ได้มีความผิดตามกฏหมายอาญาแต่อย่างใด โดยหากเล่าย้อนไปใน รัชสมัยรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ  และ รัชสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ  ได้ เคยมีการสนับสนุนให้มีการเก็บภาษีอากรจากกิจการเกี่ยวกับการพนัน โดยเรียกว่า "อากรบ่อนเบี้ย" และ "อากรหวย" หรือภาษีเกี่ยวกับการเล่นหวยนั่นเอง



     โดยอาการบ่อนเบี้ย เป็นภาษีอากรที่เก็บจากเจ้ามือ ที่ประมูลขอตั้งบ่อนการพนัน(คาสิโน) โดยที่อนุญาตในสมัยนั่้นเรียกว่า พนันถั่วแลโป ตามที่บันทึกไว้ การจัดเก็บอากรดังกล่าว สามารถสร้างรายได้เข้ารัฐได้ถึงปีละ 400,000 -500,000 บาท ซึ่งย้อนไปเมื่อราว 200 ปีที่แล้ว ถือว่าเป็นจำนวนเงินที่มากมายระดับหนึ่ง

       แต่ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพิจารณาเห็นว่า จากผลพวงของการพนัน ทำให้คนไทยในสมัยนั้นติดการพนันกันอย่างมาก บางรายเป็นหนี้สิน ครอบครัวพังพินาส  ถึงกับต้องขายตัวไปเป็นทาสเพื่อชดใช้หนี้พนัน บ้างก็ผันตัวไปเป็นขโมยขโจร สร้างความเสียหายแก่บ้านเมืองเป็นอันมาก จึงได้ทรงประกาศให้เลิกการพนัน ในวันอังคาร ตรงกับเดือนอ้าย แรง ๑๓ ค่ำ พ.ศ. ๒๔๓๐ โดยแต่นั้นมา บ่อนพนันที่เคยเกลื่อนเมือง ก็เริ่มลดจำนวนลงเรื่อยๆ ซึ่งทำให้รัฐสูญเสียรายได้ จากภาษีอากรเกี่ยวกับการพนันไปค่อนข้างมาก 

      ซึ่งเมื่อถึงรัชสมัย รัชกาลที่ ๖ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชบัญญัติห้ามเล่นถั่วโปหรือการพนันอีกต่อไป พร้อมกันนี้ได้มีการตรากฏหมายเกี่ยวกับการพนันฉบับแรกขึ้น ในปี พ.ศ. 2473 โดยหลังจากนั้นได้มีการออกรวมถึงปรับปรุง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ต่อๆ มาจนกลายมาเป็นกฏหมายที่บังคับใช้ในปัจจุบัน



ซึ่งความเป็นมาเกี่ยวกับบ่อนการพนันในสยามประเทศ หรือประเทศไทยนี้
          ลาลูแบร์ (Monsieur De La Loubere) เอกอัครราชทูตพิเศษฝรั่งเศส ซึ่งพระเจ้า หลุยส์ที่ 14 ส่งเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ในปี พ.ศ.2230 ได้บันทึกไว้ว่า

        “ชาวสยามอยู่ข้างค่อนรักเล่นการพนันเสียเหลือเกิน จนถึงจะยอมผลาญตัวเองให้ยิ้มได้ ทั้งเสียอิสรภาพความชอบธรรมของตัวหรือลูกเต้าของตัว ด้วย ในเมืองนี้ใครไม่มีเงินพอจะใช้เจ้าหนี้ได้ก็ต้องขายลูกเต้าของตัวเองลงใช้หนี้สิน และถ้าแม้ถึงเช่นนี้แล้วก็ยังมิพอเพียง ตัวของตัวเองก็ต้องกลายตกเป็นทาส การละเล่นพนันที่ไทยรักเป็นที่สุดนั้นก็คือ ติกแตก ชาวสยามเรียกว่า สะกา...”


ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น